businesssmart@windowslive.com
สัญญาณเตือน 7 ประการ
 
1. เป็นตุ่ม หรือก้อน ที่เต้านม ผิวหนัง หรือที่อื่นๆ
2. มีตกขาวมาก หรือ โลหิตระดูออกผิดปกติ
3. เป็นแผลเรื้อรังไม่รู้จักหาย
4. เสียงแหบ หรือ ไอเรื้อรัง ที่หาสาเหตุไม่ได้
5. ท้องอืด เบื่ออาหาร ผอมลง หรือ กลืนอาหารไม่สะดวก
6. มีการเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย มีมูกเลือดปนออกมากับ อุจจาระ
7. มีการเปลี่ยนแปลงของหูด หรือ ไฝ เช่น แตกเป็นแผล หรือ มีสีดำขึ้น
สารพิษที่เพิ่มอัตราการเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
                                                                                            ผศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงศ์
1. สารพิษจากเชื้อรา มีหลายชนิด ได้แก่ อะฟลาทอกซิน (aflatoxin) สเตอริกมาโตซีสติน (sterigmatocystin) โอคราทอกซิน เอ (achratoxin A) รูกูโลทอกซิน (rugutotoxin) และ ลูติโอสกัยริน (luteoskyrin) ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ ข้าวสุก ข้าวโพด ถั่วลิสง อาหารที่ถนอมโดยการตากแห้งที่มิได้ผ่าขบวนการอย่างถูกต้องมักจะมีเชื้อรา aspergillus, penicillium และสารพิษของมันปนเปื้อน คนไทยชายเป็นมะเร็งตับมากที่สุด ฉะนั้น ประชาชนควรได้รู้วิธีการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงสารพิษ ดังกล่าว
2. สารเอ็นในโตรโป (N-nitroso compounds) ได้แก่ ไนโตรซามีน (nitrosamines) และไนโตรซามีด (nitrosamides) เป็นสารที่เกิดจากของหมีกดอง ระหว่างเกลือไนไตรท์ กับสารพวกเอมีนที่มาจากอาหารหรือยาหรือสารปราบศัตรูพืช สารพวกนี้ทำให้หนูพุกขาวเกิดมะเร็งที่ตับ, หลอดอาหาร, ระบบทางเดินหายใจ, ไต, ทางเดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ
3. สารก่อมะเร็งจากพืช ได้แก่ ไซเคซิน (cycasin) จากผลมะพร้าวเต่าหรือปรง อะเรไคดีน (arechidine) และอะเรโคลีน (arecoline) จากผลหมาก พทาควิโลไซด์ (ptaquilosside) จากผลผักกูด สมุนไพรที่ใช้เป็นประจำควรได้รับการตรวจสอบว่ามีสารก่อมะเร็งร่วมด้วยหรือไม่
4. สารเจือปนในอาหาร และน้ำดื่ม ได้แก่ สีผสมอาหาร ที่ไม่ถูกต้องตามาตรฐาน ของกระทรวงสาธารณสุข เช่น orange ll, Rhodamine B, Croceine scarlet 3B, Auramine, Melachite green, 4-Aminoazobenzene, Butter yellow ซึ่งเป็นสีที่ต้องห้ามทั้งหมด สีอนินทรีย์ที่ใช้ย้อมผ้า กระดาษและวัสดุต่างๆ ประกอบด้วยเกลือ สารตะกั่ว แคดเมี่ยมและปรอท สารชูรสต่างๆ เช่น ขันฑสกรหรือซัคคาริน (saccharin) ไซคลาเมท (cyclamate) สารเคมีที่ได้มาจากภาชนะ ได้แก่ สารโลหะหนัก สารไวนิลคลอไรด์โมโนเบอร์ (Vinyl chloride monomer)
5. สารที่เกิดจากการปรุงอาหาร ได้แก่ สารจำพวกโปลีไซคลิกอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAH หรือ Polycyclic aromatic hydrocarbons) ในอาหารพวกเนื้อ/ไขมันเผา ปิ้ง ย่าง ด้วยฟืนหรือถ่านไฟ และปลาหรือเนื้อรมควัน มักจะมีสารก่อมะเร็ง PAH เช่น benzo (a) pyrene, dibenz (a,h) anthracenc, benzo (a) anthracenc และ dienzo (a,h) pyrene
นอกจากนี้ยังมีสารจำพวกไพโรไลเซต (pyrolsates) ซึ่งมีหลายชนิดในอาหารพวกเนื้อที่ถูกปรุงหรือทำให้สุก โดยการเผา การปิ้ง การย่างที่มีอุณหภูมิสูงโดยตรงจนไหม้ดำเกรียม สารพวกนี้ ไดแก่ IQ, Mc-IQ, Trp-P-l, Glu-P-l และ Glu-P-L
6. มลพิษจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารปราบศัตรูพืช ดีดีที คาร์บาเบท สารฆ่าหญ้า (2,4D,2,4,5 T, paraquat) สารโลหะหนัก แร่ใยหินหรือแอสเบสตอส เบอริลเลียม สารกัมมันตรังสีเหล่านี้ ทำให้เกิดมะเร็งทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม อาจผ่าขบวนการ "โซ่อาหาร" ย้อนกลับไปสู่ผู้ใช้หรือชั่วลูกหลาน
7. อาหารดิบที่อาจมีพยาธิ เช่น ปลาดิบ ปลาร้า ปลาจ่อม ปูเค็ม ซึ่งอาจมีพยาธิใบไม้หรือไข่ของมัน พยาธิทำให้เกิดมะเร็งตับ และมะเร็งท่อน้ำดี ในชาวไทยภาคอีสานซึ่งรับประทานอาหารที่ทำจากสัตว์น้ำและไม่ถูกทำให้สุก ตัวพยาธิจะทนต่อการหมัก/ดอง ความร้อนเท่านั้น จะสามารถทำลายไข่และตัวพยาธิได้
8. ยาสมุนไพรที่มีสารหนูหรืออาร์เซนิก สารหนูทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง โดยการรับประทานอาหาร น้ำดื่มหรือยาแผนโบราณที่มีสารหนูที่เป็นส่วนประกอบ จึงพึงระวังโรคไข้ต่ำ ที่เกิดในประชาชนอำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช มีสาเหตุมาจากการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำดื่ม ซึ่งมาจากแหล่งน้ำในเหมืองแร่เก่า
9. กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน สารคาเฟอีนมีฤทธิ์ยับยังการช่วยซ่อมแซมโมเลกุล ดี เอ็น เอ (DNA repair) จึงทำให้เสริมฤทธิ์การทำลายทางพันธุกรรมของสารก่อกลายพันธุ์ และสารก่อมะเร็ง คาเฟอีนในขนาดสูงจะทำให้หนูเป็นมะเร็งตับอ่อน
10. เหล้าหรือเอทิลแอลกอฮอล์ มีหลักฐานมากมายที่แน่ชัดว่า เหล้าเป็นปัจจัยสำคัญทีทำให้เกิดโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะ มะเร็งตับ, มะเร็งหลอดอาหาร, มะเร็งทางเดินอาหาร, เหล้าทำให้เกิดโรคไขมันคั่งในตับ และโรคตับแข็งก่อนที่จะเป็นมะเร็งตับ เหล้าเป็นทูเมอร์โปรโมเตอร์ เหล้าทำให้อัตราการเกิดมะเร็งช่องปาก คอหอย และกล่องเสียงในคนสูบบุหรี่สูงถึง 10-20 เท่า อัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งจะเพิ่มตามจำนวนครั้งของการดื่มและเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ในสุราที่ดื่ม

       บทบาทของแอลกอฮอล์และบุหรี่ในการเกิดมะเร็งบริเวณศีรษะและคอนั้น เข้าใจว่าเนื่องจากสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการเผ่าไหม้ของบุหรี่เป็นตัวเริ่มต้น แลมี Alcohol เป็นตัวส่งเสริมให้สารพิษออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมาย โดยแอลกอฮอล์มีบทบาท ดังนี้
11. บุหรี่ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และมะเร็งในทางเดินหายใจ อัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งขึ้นอยู่กับจำนวนบุหรี่ต่อวัน คนเป็นโรคมะเร็งปอดถึง 90 % ได้เคยสูบบุหรี่มานานก่อน ในควันบุหรี่มีสารก่อมะเร็งหลายชนิด ในการเผาผลาญบุหรี่อย่างสมบูรณ์จนได้ควันบุหรี่แล้ว จะได้สารเคมี > 3,000 ชนิด โดยมีสารก่อมะเร็งที่สำคัญชนิดหนึ่ง คือ เบนโซ (10) และสารเคมีที่ก่อกลายพันธุ์ และก่อการเกิดมะเร็งอื่นอีกมาก
เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ภรรยาที่มีสามีสูบบุหรี่มักจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิดได้ง่าย แสดงว่าผู้ที่หายใจควันบุหรี่โดยมิได้สูบเองก็มีอันตรายและโอกาสเป็นมะเร็งได้ สารอาหารที่ลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็ง มีฤทธิ์ตรงข้ามกับสองพวกแรก จึงมีการเรียกสารตรงข้ามพวกนี้ว่า "สารต่อต้านการก่อมะเร็ง" (anticarcinogens) ซึ่งพบว่ามีในธรรมชาติหลายชนิด
1. กากใยอาหาร (dietary fiber) ป้องกันการเกิดมะเร็งทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ กากใยอาหาร มีบทบาทต่อการลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ ดังนี้
- ใยอาหารมีคุณสมบัติสามารถอุ้มน้ำ (hydrations) ไว้ในตัวเองได้ดีมาก ดังนั้น เมื่อใยอาหารเคลื่อนไปสู่ลำไส้ใหญ่แล้ว ย่อมมีผลทำให้อุจาระอ่อนตัว จึงเป็นการช่วยให้การขับถ่ายของเสียออกนอกร่างกายง่ายขึ้น
- ใยอาหารมีผลในการเพิ่มน้ำหนักของอุจจาระ (Fecal weight) แต่ไปเจือจางองค์ประกอบต่างๆ ในลำไส้ใหญ่ (colonic contents) ซึ่งเชื่อว่าผลเช่นนี้สามารถไปกระตุ้นประสาทของลำไส้ใหญ่ ทำให้การขับถ่ายของเสียออกนอกร่างกายได้มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่ากลไกที่เป็นการย่นระยะเวลาการไหลของกากอาหารต่างๆ ภายในลำไส้ใหญ่สั้นลงนั่นเอง
- ใยอาหารมีคุณสมบัติอีกประการหนึ่ง คือ สามารถดูดซึมสารอินทรีย์ (adsorption of organic substances) บางชนิดได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารอินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ ได้แก่ bile acid, bile salt รวมทั้งสารอินทรีย์หลายชนิดที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง เช่น dimethydrazine, methyazoxymethanol, azoxymethan และ methylnitrosouria เป็นต้น
- ใยอาหารบางชนิด โดยเฉพาะ Non-cellutic polysacharide เมื่ออยู่ในลำไส้สามารถทำปฎิกริยาหนัก (fermentation) โดยผลจาก bacteria บางชนิด แล้วทำให้ได้ผลิตผลเป็นสารพวกกรดไขมันอิสระชนิดสารสั้น (Short-Chain Free Fatty acid) ได้แก่ acetic acid, propionic acid และ butyric acid เป็นต้น Fatty acid เหล่านี้ ทำให้ภาวะความเป็นกรดด่าง (pH) ในลำไส้ลดต่ำลง เรียกว่าเป็น acidle pH ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยให้เซลล์ของลำไส้ใหญ่กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้โดยง่าย เพราะจากการศึกษาพบว่าภาวะความเป็นกรด-ด่างที่สูง หรือ Alkaline pH เท่านั้นที่จะถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการกระตุ้นหรือส่งเสริมให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ - จากการศึกษาพบว่าหากจำกัดหรือควบคุมระดับของพลังงานในร่างกายให้พอเหมาะแล้ว ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยลดระยะเวลาในการไหลผ่านของกากอาหารภายในลำไส้ใหญ่ และช่วยเพิ่มการขับถ่ายออกนอกร่างกาย ทำให้เพิ่มการสูญเสียพลังงานโดยการขับถ่ายอุจจาระ
2. วิตามินเอ รวมทั้งเบต้าแคโรทีน และคาโรทีนอยด์ ควบคุมการ differentiated ของ special epithelial cell ส่วนใหญ่ ได้แก่ mucous secreting columnar epithelium ใน gland และ mucous surface ถ้าขาดวิตามินเอ จะทำให้เซลล์เหล่านี้ถูกแทนที่ด้วย non secreting lecratinized squamous epithelium ที่พบเห็นได้ เช่นใน mucous membrane ของตา, mucoga ของ respiratory, gastrointestinal และ genitourinary tract เรียกภาวะนี้ว่า "Squamous metaplasia" ซึ่งเป็นผลทำให้ลดความต้านทานต่อการติดเชื้อ และการบุกทำลายของสารพิษ และสารก่อมะเร็งทั้งหลาย นอกจากนี้ วิตามินเอยังเป็นสารเอนตี้ออกซิเดนท์ (antioxidant) และมีคุณสมบัติไปจับกับ single oxygen (ส่งเสริมภูมิคุ้มกันของ BCG ในการต่อต้านมะเร็งให้ดียิ่งขึ้น)
3. วิตามินอี หรืออัลฟาโทโคเฟอรอล (alpha tocopherol) เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของร่างกาย มีบทบาทในการทำลายสารพวกฟรีแรดิกัล (Free radicals) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เซลล์ตาย เซลล์เสื่อมสภาพ เซลล์กลายพันธุ์ และการเกิดมะเร็ง โมเลกุลของวิตามินอีละลายฝังอยู่ในชั้นฟอสโพไลปิดของเยื่อหุ้มเซลล์ จึงป้องกันขบวนการออกซิเดชั่นของไลปิดบนเยื่อเป็นอย่างดี
4. วิตามินซี มีผลต่อการป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ดังนี้
- ช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดมะเร็ง โดยวิตามินซีจะทำปฏิกริยากับอนุมูลอิสระ superoxide และ hydroxyl เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกริยาลูกโซ่ ซึ่งมาจากการสลายตัวของไขมันไม่อิ่มตัว (polyansatersated fatty acid) และยังทำปฏิกริยาโดยอ้อมในการป้องกันการสลายตัวของไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ โดยช่วยในการสังเคราะห์วิตามินอีที่ติดกับผนังเซลล์ขึ้นมาใหม่ เป็นการป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์
-ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โดยวิตามินซีจะช่วยในการทำลายเป็นพันธะของสารก่อมะเร็งโดยตรง ป้องกันขบวนการเกิดเซลล์มะเร็ง เนื่องจากคุณสมบัติที่เป็นแอนตี้ออกซิเดนท์ โดยจับกับอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น บทบาทสำคัญ คือ มีฤทธิ์ยับยั้งปฏิกริยาระหว่างไนไตร์ท และอะมินทุติยะภูมิ มีผลให้เกิดไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารทำให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้นเป็นไปได้น้อยลง และวิตามินซี ยังช่วยกระตุ้นให้มีภูมิต้านทานทาน โดยเพิ่มประสิทธิภาพของ Lymphocytes นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง หรือ crosslinks ให้แก่โมเลกุล collagen ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จึงสามารถช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อมีการสร้าง capsule (encapsulation) ล้อมรอบเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในรูปของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จึงป้องกันการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ถ้าโชคดีมะเร็งขนาดเล็กอาจถูกล้อมจนไม่สามารถแบ่งตัวจนกลายเป็น cyst ไป
5. สารธรรมชาติอื่นๆ มีรายงานจากการวิจัย พบว่ามีสารยับยั้งการเกิดมะเร็ง เช่น
- อัลลิซิน (allicin) และสารพวกซัลไฟต์ (sulfides) ในน้ำมันที่สกัดจากหัวหอมและกระเทียม
- แทนนิน (tannin) เช่น อิปีแกลโลแครทตินแกลเลท (epigallocatechingallate) จากใบชา โปลีฟีนอล (polyphenols) จากผักผลไม้รสฝาด
- อินโคล-3-คาร์ฟินอล (indole-3-carbinol) และอินโคล-3-อะซิโตไนไตรท์ (indole-3-acetonitrile) ซึ่งมาจากสารกลูโคบราสลิซิน (glucobrassicin) ในกระหล่ำปลีรอคโคลีและผักใบอื่นๆ
- น้ำมันจากผลส้ม (citrus fruit oils) สามารถลดฤทธิ์ของ benzo (a) pyrene และ 9,12-dimethylbenz (a) anthracene ที่ทำให้เกิดมะเร็งในหนูได้
- สารคาวีบอลปาล์มปิเตท (kahwcol palmitate) และคาเฟสตอลปาล์มปิเตท (cufestal palmitate) ในเมล็ดกาแฟดิบ ยับยั้งการเกิดมะเร็งเต้านมในหนูได้ - สารฟลาโลนอยด์ (flavonoids) ในพืชหลายชนิด กระตุ้นการทำงานของเซลล์เพชรฆาต (natural killer cells) ให้ทำลายเซลล์มะเร็งได้ดียิ่งขึ้น

ข้อบัญญัติ 7 ประการ ดังต่อไปนี้
1. รับประทานอาหารที่มีกากใยให้มากพอเป็นประจำ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง และธัญพืชต่างๆ ที่ไม่ขัดสีจนขาว
2. รับประทานอาหารที่มีผักสีเขียวเข็ม หรือผลไม้สีเหลือง-แดงบ่อยๆ เพราะว่ามันมีวิตามินเอและซีสูง
3. พยายามรับประทานผักประเภท กระหล่ำปลี บรอคโคลี ผักกาดขาว ยอดผักกระหล่ำดอก เพราะว่ามี indole-3carbinol มาก และยับยั้งพืชของสารก่อมะเร็ง PHA ได้
4. หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด หมักดอง ย่างไฟ รมควัน หรือมีเกลือไนเตรทและไนไตรท์
5. ลดอาหารจำพวกไขมันทุกประเภท (การหลีกเลี่ยงอาหารประเภทผัด ทอด และเจียวด้วย)
6. อย่าให้อ้วนมากเกินไป (รับประทานอาหารพอสมควร ออกกำลังกายเป็นประจำ)
7. ลดหรืองดสูบบุหรี่ อาหารแลเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  

                ไม่อยากเป็นมะเร็งต้อง ดูแลสุขภาพของตนเองด้วยวิธีง่าย ๆ แต่ได้ผล และสามารถปฏิบัติได้กับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเวลา   การเกิดโรคมะเร็งเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อน ใช้เวลายาวนานกว่าที่ทุกคนจะมีอาการ อาการแสดงโดยเฉพาะ มะเร็งระยะสุดท้าย ที่ทำให้ทุกคนกลัวเป็นมะเร็ง กลัวความร้ายกาจของมะเร็งระยะสุดท้าย สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทางกระแสเลือด และทางน้ำเหลืองทำให้กระจายไปได้ทั่วร่างกาย  และกลัวกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง จากการศึกษาของคณะผู้เชี่ยวชาญของสถาบันต่างๆ ทั่วโลก จนขณะนี้มีข้อมูลที่ทำให้ทราบว่า อะไรเป็นสาเหตุนำ อะไรเป็นสาเหตุเสริม ที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด แต่วิธีการที่ดีที่สุด ทุกคนที่ไม่ต้องการเป็นมะเร็ง คุณป้องกันไว้ดีกว่า เพราะต้นทุนต่ำกว่า ได้ผลดีกว่า ไม่ต้องเจ็บตัวแล้วไปเสียตังค์ ชีวิตคุณมีค่ามากมาย จาก
การเฝ้าระวัง และป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
                                                                                                                 รศ.พญ.สุพัตรา แสงรุจิ
               มะเร็งของลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่พบได้ประมาณ ร้อยละ 2 ของโรคมะเร็งทั้งหมดที่พบแต่ละปีในประเทศไทย โรคนี้พบมากในผู้สูงอายุ ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้เป็นผู้ที่มีอายุอยู่ระหว่าง 30 ถึง 80 ปี พบว่าผู้ชายเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิงในอัตราส่วน 6:4 สำหรับชนิดของเนื้อมะเร็งที่พบประมาณร้อยละ 99 เป็นเนื้อมะเร็งที่งอกมาจากเยื่อบุผนังภายในของลำไส้ใหญ่เอง ส่วนที่เหลือเป็นเนื้อที่งอกมาจากเนื้อเยื่อชนิดอื่นซึ่งอยู่ที่ลำไส้ใหญ่
สาเหตุ
               สาเหตุของโรคนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด นักวิจัยที่ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดโรคมะเร็ง ได้ทำการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่าการที่อุจจาระคั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นเวลาหลายวัน เชื้อแบคทีเรียที่ปะปนอยู่ใน อุจจาระจะย่อยอุจจาระทำให้เกิดสารเคมีชนิดต่าง ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก สารเคมีที่เกิดขึ้นเหล่านี้บางตัวเป็นสารก่อมะเร็งมีฤทธิ์ไปกระตุ้นเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ ให้มีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นและไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของร่างกายอีกต่อไป จนกลายเป็นก้อนมะเร็งขึ้นมา บางท่านจึงเชื่อว่า การที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ หรือมีอุจจาระคั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน ๆ หลาย ๆ วันถ่ายอุจจาระครั้งหนึ่งนั้น น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เกิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
นักวิจัยยังพบอีกว่าความผิดปกติบางอย่างซึ่งเกิดขึ้นที่เยื่อบุลำไส้ใหญ่ เช่น การเกิดมีติ่งเนื้อเป็นจำนวนมากที่ผิวเยื่อบุของลำไส้ใหญ่ เป็นโรคที่มีความผิดปกติของหน่วยพันธุกรรม และถ่ายทอดสู่ลูกหลานได้นั้น เซลล์เยื่อบุที่ผิวของติ่งเนื้อเหล่านี้เมื่ออยู่ไปนานเข้า จะเกิดมีการเปลี่ยนแปลงการแบ่งตัวและกลายเป็นมะเร็งได้บ่อยกว่าเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ปกติ
นักวิจัยบางท่านที่ทำการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของลำไส้ใหญ่แบบเรื้อรังจากสาเหตุใดๆก็ตาม พบว่าในบางรายเซลล์เยื่อบุลำไส้ในบริเวณที่อักเสบมีการเปลี่ยนแปลงผิดไปจากปกติจนเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมาได้
นอกจากนั้นจากการศึกษารวบรวมสถิติพบว่าตำแหน่งที่เกิดโรคมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ได้บ่อยคือที่ส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ พบได้ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทั้งหมด ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายทำหน้าที่เก็บกักอุจจาระไว้นานกว่าส่วนต้น และส่วนกลาง ก่อนที่จะขับถ่ายออกไปจากลำไส้ทางทวารหนักในเวลาปวดถ่าย
ลักษณะของแผลมะเร็ง
               แผลมะเร็งที่เกิดขึ้นที่เยื่อบุลำไส้ใหญ่นั้นพบว่ามีอยู่สามแบบ คือ
1. แบบที่หนึ่ง มีลักษณะเป็นแผลตะปุ่มตะป่ำยกขอบนูนสูงขึ้นมาจากผิวเยื่อบุลำไส้ใหญ่ และที่ผิวของแผลมักมีเลือดออกง่ายเมื่อได้รับการกระทบกระแทกเวลาที่ลำไส้บีบตัวไล่ให้ก้อนอุจจาระเคลื่อนตัวผ่านบริเวณแผล
2. แบบที่สอง จะมีลักษณะเป็นรอยคอดกิ่วแข็งอยู่ตรงบริเวณที่เป็นมะเร็งทำให้ช่องภายในลำไส้แคบลง เป็นผลให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านบริเวณที่คอดกิ่วนี้ได้ค่อนข้างยาก จึงทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปโป่งพองได้มาก ๆ
3. แบบที่สาม มีลักษณะเป็นแผลกินลึกลงไปในผนังของลำไส้ใหญ่ ที่ผิวของแผลมักมีการอักเสบ และมีเลือดออกซึม ๆ อยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

ในระยะแรก ๆ มะเร็งของลำไส้ใหญ่มักจะจำกัดอยู่กับที่ในบริเวณผิวของเยื่อบุผนังของลำไส้ใหญ่ หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าเซลล์มะเร็งจะทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและแทรกซึมแผ่ขยายบริเวณที่เป็นโรคกว้างไกลออกไปทุกที ๆ การแทรกซึมขยายตัวออกไปนี้เป็นไปได้หลายแบบ คือ ขยายตัวแทรกซึมไปในแนวราบไปยังเยื่อบุลำไส้ที่อยู่ใกล้เคียง หรือแทรกซึมไปในแนวลึกผ่านลงไปในกล้ามเนื้อของผนังลำไส้และทะลุผนังของลำไส้ออกไปยังอวัยวะข้างเคียงของลำไส้ใหญ่ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อไต ต่อมลูกหมาก มดลูก หรือลำไส้เล็ก ทำให้เซลล์มะเร็งอาจจะกระจายไปทั่วช่องท้องในเวลาต่อมาได้
นอกจากนั้น เซลล์มะเร็งของลำไส้ใหญ่ ยังมีการแทรกซึมเข้าไปในหลอดน้ำเหลืองและหลอดเลือดในบริเวณที่เป็นโรคอีกด้วย หลังจากที่เซลล์มะเร็งสามารถเล็ดลอดเข้าไปในหลอดน้ำเหลืองและหลอดเลือดได้แล้ว มันก็จะถูกพัดพาไปกับกระแสน้ำเหลือง หรือกระแสเลือด ไปติดค้างและเจริญเติบโตเป็นก้อนมะเร็งอยู่ในต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง หรือตามอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น ตับ ปอด และสมอง เป็นต้น
อาการ
               อาการต่าง ๆ ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นจะขึ้นอยู่กับ ตำแหน่งที่เกิดเป็นมะเร็ง ลักษณะของแผลมะเร็ง ความมากน้อยของโรคที่เป็น รวมทั้งความมากน้อยของโรคที่ได้แทรกซึมไปยังอวัยวะข้างเคียงและอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป
อาการโลหิตจางและถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือดพบได้บ่อย อาจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เมื่อโรคเป็นมากขึ้น ช่องของลำไส้ใหญ่จะแคบลง ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติในการขับถ่ายอุจจาระ เช่น ท้องผูก มีอาการปวดท้องเป็นพัก ๆ เป็นครั้งคราว บางรายมีอาการท้องผูกสลับกับอาการท้องเสีย ในรายที่โรคเป็นมากจนลำไส้ถูกอุดตันอุจจาระผ่านไม่ได้ นานเข้าลำไส้ส่วนบนจะขยายขนาด แรงดันในลำไส้จะสูงขึ้นจนทำให้ลำไส้ทะลุและแตกได้ เมื่อโรคแพร่กระจายไปในช่องท้อง จะทำให้เกิดมีน้ำในท้อง ทำให้ท้องโตขึ้นและมีอาการอึดอัดแน่นท้องตามมา เมื่อโรคแพร่กระจายไปตับจะทำให้ตับโตและอาจมีอาการตาเหลืองตัวเหลือง เมื่อโรคแพร่กระจายไปปอด ทำให้หายใจไม่สะดวกและอาจมีน้ำท่วมปอดเกิดขึ้นได้ เมื่อโรคแพร่กระจายสมอง ทำให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้นจนมีอาการปวดศรีษะ มีอาการชักหรือหมดสติและถึงแก่กรรมได้ในที่สุด
การวินิจฉัย
               การวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำได้ด้วยการซักประวัติมีความผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ตรวจคลำหน้าท้องพบก้อนผิดปกติในช่องท้อง หรือใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักคลำพบก้อนเนื้อที่เกิดอยู่ในบริเวณส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ได้ สำหรับแผลมะเร็งที่อยู่ลึกเข้าไปจนปลายนิ้วตรวจเข้าไปไม่ถึง ก็สามารถใช้กล้องส่องตรวจสอดใส่เข้าไปทางทวารหนักตรวจจนตลอดความยาวภายในลำไส้ใหญ่ได้ การตรวจโดยใช้กล้องส่องนี้ นอกจากจะสามารถมองเห็นรูปร่าง ขนาดและตำแหน่งของแผลมะเร็งที่เป็นจริงแล้ว ยังสามารถตัดเอาเนื้อมะเร็งมาทำการตรวจพิสูจน์ทางกล้องจุลทัศน์ได้ด้วย
การตรวจด้วยการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ของลำไส้ใหญ่โดยการใส่สารทึบต่อรังสีเอกซ์เข้าไปในลำไส้เพื่อให้สามารถตรวจพบตำแหน่งของโรคนั้นเป็นวิธีที่นอกจากจะสามารถวินิจฉัยโรค และตำแหน่งที่เป็นโรคได้แล้ว ยังอาจนำมาใช้เพื่อตรวจหามะเร็งแรกเริ่มในบุคคลทั่วไปได้อีกด้วย
นอกจากวิธีตรวจที่กล่าวแล้วการตรวจอวัยวะต่าง ๆ ในช่องท้องด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการตรวจอวัยวะด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็ก ก็มีประโยชน์ในการตรวจหาขนาดบริเวณของโรคที่เป็น และตำแหน่งที่โรคแพร่
กระจายแทรกซึมเข้าไป เพื่อจะได้นำข้อมูลในการตรวจพบเหล่านี้ มาพิจารณาวางแผนการรักษาให้ได้ผลดีที่สุดได้อีกด้วย
การรักษา        
       มะเร็งของลำไส้ใหญ่สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเอาลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้หมด ในรายที่โรคเป็นอยู่ห่างไกลจากรูทวารหนัก หลังจากแพทย์ทำการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นโรคออกไปแล้วยังสามารถที่จะทำการต่อลำไส้ใหญ่ส่วนที่เหลืออยู่เข้าด้วยกันอีกทำให้ผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักได้ดังเดิม ในรายที่เป็นโรคอยู่ใกล้กับรูเปิดของทวารหนักแพทย์อาจมีความจำเป็นต้องตัดเอากล้ามเนื้อหูรูดของทวารหนักออกไปพร้อมกับลำไส้ใหญ่ส่วนที่เป็นโรค ในรายเช่นนี้แพทย์จะเปิดรูลำไส้ใหญ่เพื่อขับถ่ายอุจจาระไว้ที่หน้าท้องและจัดหาถุงยางมาคอยรองรับอุจจาระที่ขับถ่ายออกมาด้วย ผู้ป่วยก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นปกติ
ในรายที่ตรวจพบว่ามีการแพร่กระจายของโรคผ่านผนังของลำไส้ใหญ่เข้าไปยังอวัยวะข้างเคียงหลังจากที่ได้ทำการผ่าตัดเอาลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งและอวัยวะข้างเคียงที่มีโรคมะเร็งแทรกซึมเข้าไปออกแล้ว แพทย์อาจพิจารณารักษาเพิ่มเติมตรงบริเวณที่เป็นโรคด้วยการฉายรังสีลึกเพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็งบางเซลล์ที่อาจจะหลงเหลืออยู่ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง
ในรายที่แพทย์ตรวจพบว่าโรคแพร่กระจายไปทางกระแสเลือดหรือกระแสน้ำเหลืองไปยังส่วนต่างๆของร่างกายแล้ว ก็จะพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเคมีร่วมด้วย เพื่อให้ยาเคมีที่ทำการรักษาเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งที่ลอยอยู่ในกระแสเลือด หรือที่เข้าไปหลบซ่อนและเจริญเติบโตอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไป
เนื่องจากยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ดังนั้นการป้องกันโรคนี้จึงทำได้เพียงคอยระมัดระวังเฝ้าสังเกตอาการ ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากโรคมะเร็ง เช่น อาการโลหิตจาง อาการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย ท้องอืด และปวดท้อง ดังกล่าวแล้ว เมื่อพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ก็ควรรีบไปขอรับคำแนะนำในการตรวจวินิจฉัยโดยไม่รอช้า แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่า ท่านควรจะได้รับการตรวจด้วยวิธีใดเพื่อที่จะได้ทราบว่าท่านเป็นโรคนี้หรือไม่
การป้องกัน
       สิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งคือต้องปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหารและการขับถ่าย ให้รับประทานผักสด และผลไม้ทุกวัน ระวังอย่าให้ท้องผูก โอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่จะลดลง

ทำอย่างไรไม่ให้เป็นมะเร็ง
               การปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
  1. ไม่สูบบุหรี่
  2. ไม่ดื่มสุรามากเกินไป
  3. เลิกเคี้ยวหมาก
  4. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารต้านมะเร็ง คือ     ผัก,ผลไม้,ธัญพืช เป็นประจำทุกวัน (berries, grapes, cherries, brussel sprouts, broccoli,collards, kale, carrots, spinach, garlic and onions. Plum, Cranberry, Blueberry, Strawberry, Blackberry, Bilberry,Cherry, Apricot,Papaya, Orange, Grape,Pineapple)

  1. หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง
  2. ลดอาหารไขมันสัตว์ และเนื้อสัตว์สีแดง, เค็มจัด,  เผ็ดจัด     อาหารหมักดอง,  ใส่ดิน ประสิว, อาหารรมควัน, อาหารที่ไหม้เกรียม  จากการปิ้ง ย่าง ทอด และไม่รับประทานอาหาร ที่มีเชื้อราขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษ ในสิ่งแวดล้อม
  4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ไวรัสตับอักเสบชนิดบีในเด็กแรกเกิด
  5. ป้องกันการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ โดยเลิกรับประทานปลาน้ำจืดดิบ    เช่น ปลาขาว, ปลาตะเพียน, ปลาแม่สะแด้ง
  6. อย่าปล่อยให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
  7. หลีกเลี่ยงการได้รับแสงแดดนานเกินไป
  8. ลดความเครียด มีการพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ
  9. ออกกำลังกายพอสมควรอย่างสม่ำเสมอ
  10. ตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปากมดลูกและ     มะเร็งเต้านม ในขณะที่ยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
  11. ปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติที่เป็นสัญญาณเตือน

Health is your greatest wealth!


God is Love
See a 60 second video on God's love for you
www.Godsolovestheworld.com
How to meet Jesus?
Have you truly settled the problem of all your daily and future sins?
www.bjnewlife.org
WealthDavid Thailand.
Contact Webmaster : webmaster@wealthdavid.com
Copyright ? 2008 WealthDavid Thailand. All rights reserved
ติดต่อเรา
งานวิจัย
ออดิโอ(เสียง)
วิดีโอ
หน้าหลัก
พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์ อะไรจริง?
       ทัศน ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบหัวใจหลอดเลือด โรงพยาบาลรามาธิบดีและแพทย์ประจำพระองค์
GOD or Science ?
The Biggest Store and Heaven is so Real!
พระเจ้าอัศจรรย์อย่างไร? ในบุรีรัมย์ประจำสัปดาห์
การอัศจรรย์ที่พระเจ้ากระทำพระราชกิจ
ของพระองค์แต่ละสัปดาห์ที่บุรีรัมย์
Miracle Form GOD in Buriram Weekly
อนุมูลอิสระ

       มารู้จัก "อนุมูลอิสระ"  ที่เรียก ๆ กัน  มันเป็นอย่างไร? และเดลี่โปรดิวส์24 คืออะไร?
เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนเดี๋ยวหนาว   ได้เจอคนไม่สบายบ่อย ๆ  ดูแล้วคงต้องระมัดระวังสุขภาพกันมากขึ้นนะคะ  หลายคนชอบถามว่า  มีวิธีป้องกันหรือดูแลตนเองอย่างไรบ้าง  เลยอยากให้รู้จักเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประโยชน์ทำให้ร่างกายทำ หน้าที่หรือป้องกันตนเองได้ดีขึ้นแล้วทำให้อะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปดีขึ้น เร็ว  โดยเฉพาะการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย

อนุมูลอิสระ คืออะไร?
       ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายซึ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยออกซิเจน ช่วย    แต่จะเกิดออกซิเจนที่มีประจุลบ (O2) ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ (free radicals)   สารตัวนี้ยังสามารถไปรวมตัวกับสารบางชนิดในร่างกายเรา  แล้วก่อให้เกิดเป็นสารพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อ  หรืออาจไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางพันธุกรรมภายในเซลล์  ทำให้เซลล์ที่ปกติแปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
อนุมูลอิสระ  เป็นอนุภาคไม่คงตัว  จึงทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่อยู่ติดกันได้อย่างรวดเร็ว  เกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่า
"ออกซิเดชั่น" (Oxidation)  ซึ่งอาจก่อผลกระทบที่อันตรายต่อร่างกายได้

อนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้อย่างไร?
       นอกจากเกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแล้ว  ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อทั้งจากแบคทีเรียและไวรัส  การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ  เช่น  ข้ออักเสบรูมาตอยด์ , จากรังสี, สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ  เช่น  ควันเสียและเขม่าจากเครื่องยนต์, ควันบุหรี่, ยาฆ่าแมลง, การออกกำลังกายอย่างหักโหม
อนุมูลอิสระทำให้เกิดอะไรกับร่างกายบ้าง?
เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับรหัสพันธุรกรรมดีเอ็นเอในนิวเคลียสของเซลล์  อาจทำให้เซลล์กลายพันธ์และกลายเป็นเซลล์มะเร็ง  ถ้าเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือด  จะกระตุ้นให้เกิดไขมันสะสมในหลอดเลือด  นำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด  ทำให้หลอดเลือดในสมองแตกหรือตีบได้
นอกจากนี้ อนุมูลอิสระยังมีส่วนทำให้เกิดต้อกระจก  ภูมิต้านทานต่ำ  โรคข้ออักเสบและแก่ก่อนวัย

บทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระ
       สารต้านอนุมูลอิสระทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ    โดยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างเองแล้ว  ในวิตามิน แร่ธาตุ และพฤกษาเคมี (PhytoChemical)    ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ด้วย  และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดี

สีสัน ในผัก ผลไม้ กับสุขภาพ
       ไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient) หรือไฟโตเคมีคอล (Phytochemical) หรือเรียกว่าพฤษเคมี  คือสารเคมีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในผัก  ผลไม้  เป็นสารที่ทำให้เกิด สี กลิ่น รส ในผัก ผลไม้  มีประโยชน์ต่อร่างกายในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ซึ่งมีหลายชนิดและจะมีสีสันที่แตกต่างกันไป  ลองมารู้จักพวกเขาอย่างง่าย ๆ  ดูประโยชน์ที่จะได้รับกัน  เช่น
ชนิดสีแดง  ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ  ช่วยป้องกันมะเร็งชนิดต่าง ๆ     ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ     โรคปอด      และโรคระบบทางเดินปัสสาวะ  มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): ไลโคพีน (Lycopene) เช่น   มะเขือเทศ , แตงโม,  เกรฟฟรุทสีชมพู (Pink Grapefruit)
ชนิดสีม่วง  ช่วยลดการจับตัวกันของลิ่มเลือด  ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองอุดตัน  ช่วยในการมองเห็น  ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม  มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): แอนโธไซยานิน (Anthocyanins)  เช่น องุ่น, บลูเบอรี่ ,
สตอเบอร์รี่, หัวบีท,  มะเขือม่วง
ชนิดสีส้ม  ช่วยป้องกันผิวจากการทำลายของอนุมูลอิสระและช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA)   ช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืน  มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutient): แอลฟาและเบต้าแคโรทีน  เช่น แครอท, มะม่วง,  แคนตาลูป, มันเทศ
ชนิดสีเหลืองส้ม  ช่วยป้องกันโรคหัวใจ  ช่วยเซลล์ในร่างกายในการสื่อประสาท  ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน  มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): Beta Cryptothanxin เช่น ส้ม, พีช, มะละกอ
ชนิดสีเหลืองเขียว  ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจก  ช่วยป้องกันหลอดเลือดหนาตัว  เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน    มีไฟโตนิวตรียนท์ (Phytonutrient): Lutein, Zeaxanthine  เช่น  ผักขม , ข้าวโพด,  อะโวคาโด , แตงฮันนีดิว
ชนิดสีเขียว  ช่วย ยับยั้งสารก่อมะเร็ง  มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrient): ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane), ไอโซไซยาเนท (Isocyanate), อินโดล (Indoles)  เช่น บรอคโคลี,  กะหล่ำปลี,  ผักกาดหอมฝรั่ง,  บรัสเซลส์สเปราท์
ชนิดสีเขียวขาว  ช่วยป้องกันมะเร็ง  มีไฟโตนิวเตรียนท์ (Phytonutrients): Quercetin, Kaempferol, Allicin  เช่น กระเทียม,  หอม, ซีเรอลี,  ลูกแพร์

       ผักผลไม้หลายชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะกลุ่มไฟโตนิวเตรียนท์  บางชนิดราคาสูง  หาทานได้ไม่ง่ายหรือสะดวกนัก  อยากจะทานให้ครบ ๆ คงต้องหาทานกัน  เพื่อสุขภาพ
เดลี่โปรดิวส์24 คืออะไร?  คือ  สารอาหารสกัดจากผลไม้ 12 ชนิด  และผัก 12 ชนิด
DailyProduce24

    * ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอาหารที่มีค่าต้านอนุมูลอิสระสูง หรือค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) สูง
    * กระบวนการเก็บเกี่ยวและกระบวนการผลิตที่ช่วยรักษาคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากที่สุด (Flash Glancing Technology)
    * ให้คุณค่าทางโภชนาการจากผักผลไม้ > 4 หน่วยบริโภค (ในหนึ่งวันเราควรได้รับเกิน 4 หน่วยบริโภค)
    * บรรจุในแคปซูลที่ทำจากพืช (Soy based gelatin) เพราะเจลาตินทั่วไปผลิตจากสัตว์ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ได้

จาก  Unicity  Newsletter Oct 2007  
 
หน้าหลัก(Home)
หน้าหลัก(Home)
Custom Search
บริการแปลภาษาTranslators1
บริการแปลภาษาTranslators2